| ตำแหน่งโฆษณา |
|
|
 |
|
|
หมวด »
ข่าวสาร »
ข่าวเด่น
|
ถก MOU ปี 43 เขาพระวิหาร ไทยได้เปรียบ-เสียเปรียบ? |
|
กลับมาเป็นประเด็น
ที่ร้อนแรงในขณะนี้อีกครั้ง สำหรับกรณีที่กัมพูชายื่นเสนอต่อองค์การยูเนสโก
เพื่อขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก
โดยความพยายามล่าสุดทางกัมพูชาได้ยื่นเสนอแผนพัฒนาจัดการพื้นที่รอบปราสาท
เขาพระวิหารไปยังที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศบราซิล
ก่อนที่ทางคณะกรรมการมรดกโลกจะมีคำสั่งให้เลื่อนการพิจารณาเรื่องขึ้น
ทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารไปพิจารณาในการประชุมปี 54 ที่ประเทศบาร์เรน
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องปักปันพื้นที่เขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา โดยมีการยกเรื่อง "บันทึก
ความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MoU)
ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา
ว่าด้วยการสำรวจและการจัดทำหลักเขตแดนทางบก" ลงนาม ณ กรุงพนมเปญ
ราชอาณาจักรกัมพูชา วันที่ 14 มิถุนายน 2543 หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า MOU
ปี 43 ซึ่งลงนามไว้ในรัฐบาลสมัยของนายชวน หลีกภัย โดยมี
ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้นเป็นผู้ลงนาม
ขึ้นมาเป็นประเด็น
โดยทางกลุ่มพันธมิตรฯ ได้เรียกร้องให้นายกฯ อภิสิทธิ์ ยกเลิก MOU ปี 43 โดยมองว่า ใน MOU ปี 43 ที่ไทยลงนามยอมรับนั้น กัมพูชา
ได้อ้างอิงแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ตารางกิโลเมตรเท่ากับว่า
ไทยยอมรับแผนที่ของฝรั่งเศสไปโดยปริยาย (ฝ่ายไทยใช้แผนที่ 1:50,000
ตารางกิโลเมตร) ซึ่งจะส่งผลต่อการปักปันเขตแดนพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร
และทำให้ประเทศไทยสูญเสียพื้นที่ 1.5 ล้านไร่ นอกจากนี้ยังเป็นช่องทางให้กัมพูชาขอจดทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วย
ขณะ
ที่ทางนายกฯ อภิสิทธิ์ ออกมายืนยันว่า การที่ไม่ยกเลิก MOU ปี 43
น่าจะเป็นผลดีมากกว่า เพราะ MOU ปี 43 เป็นสัญญาที่บ่งชี้ว่า
พื้นที่บริเวณชายแดนส่วนนี้ยังมีปัญหากันอยู่
ยังไม่สามารถอ้างสิทธิ์ครอบครองได้ ดังนั้น
จึงทำให้กัมพูชาที่จะเสนอแผนจัดการพื้นที่โดยรอบเขาพระวิหารมีปัญหามาก
เพราะมีสัญญา MOU ปี 43 ค้ำไว้อยู่ ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่า การลงนาม MOU ปี
43 ไม่ได้หมายความว่า ไทยยอมรับแผนที่ 1:200,000 ของกัมพูชา
เพราะไทยยึดหลักสันปันน้ำในการแบ่งเขตมาโดยตลอด ตามที่ระบุไว้ใน MOU ปี 43
ข้อ 1 (ค) ที่ระบุให้มีการปักปันเขตแดนตามอนุสัญญาฉบับปี ค.ศ.1904
ซึ่งก็คือการยึดหลักสันปันน้ำ เป็นข้อตกลงสำคัญ
สอดคล้องกับ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์
ที่กล่าวถึงเรื่องแผนที่ 1:200,000 ว่า ใน MOU ปี 43 ไม่ได้ระบุไว้
แต่ข้อความนี้มาระบุในการจัดทำแผนแม่บทและข้อกำหนดอำนาจหน้าที่ในการสำรวจ
เขตแดนร่วมเมื่อปี 2546 หรือ TOR 2546 ซึ่งข้อความเกือบจะทั้งหมด
ของ TOR 2546 แทบจะคัดลอกมาจาก MOU ปี 43 ต่างกันตรงที่มีการเพิ่มข้อความ
1:200,000 เข้าไป ซึ่งยืนยันได้ว่า การอ้างแผนที่ 1:200,000 ไม่ใช่มาจาก
MOU ปี 43 แต่เป็น TOR 2546 ที่จัดทำขึ้นในรัฐบาลอื่น
อย่างไรก็ตามได้มีผู้วิเคราะห์กันว่า แม้ใน MOU ปี 43
จะไม่ได้ระบุว่าแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ตารางกิโลเมตร แต่ในความเป็นจริง
MOU ปี 43 นั้น ได้กำหนดกรอบการสำรวจและปักหลักเขตแดนทางบก โดยใช้หลักฐาน 3
ส่วน คือ
1. อนุสัญญา ปี ค.ศ.1904
2. สนธิสัญญาปี ค.ศ.1907
3. แผนที่ที่จัดขึ้นตามผลงานของการปักปันเขตแดน
ที่
สำคัญในบันทึกข้อความของสำนักเลขาธิการนายกฯ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน
พ.ศ.2543 ที่เสนอเรื่องให้นายกฯ นำข้อเสนอการทำ MOU ปี 43 ให้ ครม.รับทราบ
ได้สรุปความเกี่ยวกับแผนที่ในข้อ 3 ไว้ว่า "แผนที่แสดงเส้นเขตแดน
ระหว่างไทยกับกัมพูชา มาตราส่วน 1:200,000
ซึ่งจัดทำขึ้นตามผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน"
แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยยอมรับความจริงของแผนที่ที่ไม่ฝ่ายไทยไม่เคยยอมรับ
จนส่งผลให้เกิดปัญหาพื้นที่ทับซ้อนตามมานั่นเอง
เพราะไทยใช้แผนที่อัตราส่วน 1:50,000 ตารางกิโลเมตร
ซึ่งละเอียดกว่าทางกัมพูชา และหากยึดแผนที่ตามอัตราส่วน 1 : 200,000
ที่ขีดไม่เรียบร้อยอาจจะไม่ตรงกับเส้นสันปันน้ำ ซึ่งหากผิดเพียง 1-2
มิลลิเมตร จะผิดเพี้ยนไปจากเป็นจริงประมาณ 200-400 เมตรเลยทีเดียว
จึงทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน และถูกมองว่าไทยอาจจะเสียเปรียบกัมพูชา
ขณะเดียวกันก็มีผู้ที่ได้ให้ความคิดเห็นสอดคล้องกับรัฐบาลด้วย คือไม่ควรยกเลิก MOU ปี 43 เนื่องจาก ใน MOU ปี 43
มีการระบุว่า ให้ตั้งคณะกรรมธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission:
JBC) เพื่อรับผิดชอบการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกร่วมกันด้วย
นี่จึงเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า พื้นที่บริเวณนี้ยังปักปันไม่เสร็จ
ดังนั้นทั้งสองประเทศจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศ หรือกระทำการใด ๆ
ได้ระหว่างที่ยังเจรจาไม่บรรลุผล
ทั้ง
นี้ในการเซ็นสัญญา MOU ปี 43 ไม่ได้มีการยอมรับแผนที่ 1:200,000
แต่เป็นการให้รื้อแก้แผนที่อัตราส่วนนี้ใหม่ เพราะแผนที่อัตราส่วน
1:200,000 จัดทำขึ้นมาภายหลัง และมีเพียง พ.อ.แบร์นาร์ด ชาวฝรั่งเศส
และผู้ช่วยซึ่งเป็นทหารกัมพูชาเป็นผู้จัดทำ โดยฝ่ายไทยไม่ได้มีส่วน
ร่วมในการสำรวจด้วย
จึงเป็นแผนที่ที่จัดทำขึ้นมาอย่างไม่ถูกต้องตามอนุสัญญาระหว่างกรุงสยามและ
ฝรั่งเศส 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1904
นอกจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์กันว่า การ
ที่ไทยยึดหลักปักปันเขตแดนตามหลักสากลที่ใช้ "สันปันน้ำ" ย่อมหมายความว่า
พื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย
และอาจรวมถึงปราสาทพระวิหารด้วยซ้ำ แต่ไม่เคยมีรัฐบาลชุดใดออกมายื่นโต้แย้งคำพิพากษาของศาลโลก ตามสิทธิสงวนไว้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2505
ความ
เพิกเฉยและความไม่กล้าหาญในการแสดงสิทธิ์ของรัฐบาลหลาย ๆ ชุด
ทำให้เกิดความคลุมเครือ
และความไม่ชัดเจนเรื่องพื้นที่บริเวณโดยรอบเขาพระวิหาร
จนกลายมาเป็นประเด็นให้คนถกเถียงกัน ทั้งสนับสนุน และคัดค้าน MOU ฉบับนี้ เพราะไม่ชัดเจนว่า "ใครได้เปรียบ-เสียเปรียบ"
ขณะที่อีกประเด็นคือ การที่นายกฯ อภิสิทธิ์ ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า
จุดที่ไทยเสียเปรียบกัมพูชากรณีขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร
เกิดขึ้นเมื่อปี 2551 ซึ่งนายนพดล ปัทมะ
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช
ได้ออกแถลงการณ์ร่วมไทย - กัมพูชา เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2551
สนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ถือเป็นการเปิดประตูให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกได้เพียงฝ่ายเดียว
โดยสำหรับแถลงการณ์ร่วมไทย - กัมพูชา ยูเนสโก เมื่อปี พ.ศ.2551 นี้
เนื้อหาได้ระบุถึงการที่ประเทศไทยสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนประสาทพระ
วิหาร เข้าไว้ในบัญชีมรดกโลก
โดยครอบคลุมพื้นที่กันชนทางด้านตะวันออกและด้านใต้ของปราสาท
แต่ไม่รวมถึงด้านเหนือและด้านตะวันตก โดยมีผู้แทนจากยูเนสโกลงนามรับรอง

เขาพระวิหาร
อย่าง
ไรก็ตาม ก็ได้มีผู้ออกมาวิเคราะห์ถึงแถลงการณ์ฉบับนี้ว่า
เป็นการแสดงให้เห็นว่า ไทยสละสิทธิ์ในการทวงคืนปราสาทพระวิหาร
ซึ่งสามารถยื่นคำร้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลโลกได้
และยังทำให้ไทยสูญเสียดินแดนพื้นที่กันชนทางด้านตะวันออกและด้านใต้ของตัว
ปราสาทไปด้วย ซึ่งแต่เดิมนั้นคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในปี
พ.ศ.2505 ไม่ได้ระบุรวมถึงพื้นที่ส่วนนี้
แต่การที่ไทยยอมรับในแถลงการณ์ฉบับนี้ เท่ากับว่าไทยยอมรับพื้นที่ส่วนอื่น ๆ
ที่ศาลไม่ได้ตัดสิน ให้อยู่ในอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาไปโดยปริยาย
เมื่อเกิดประเด็นขัดแย้งเช่นนี้ จึงทำให้นายนพดล ปัทมะ ออกมาปฏิเสธว่า
แถลงการณ์ฉบับนี้ ไม่มีข้อความตอนใดที่ระบุว่า
ไทยสละสิทธิ์ในการทวงคืนปราสาทเขาพระวิหาร และการลงนามครั้งนี้
ทำให้พื้นที่ทับซ้อน 4.6
กิโลเมตรไม่ถูกกัมพูชานำไปขึ้นทะเบียนพร้อมตัวปราสาทเขาพระวิหารด้วย
แต่
ทว่า ต่อมาศาลปกครองได้พิพากษาให้แถลงการณ์ฉบับนี้เป็นโมฆะ
เนื่องจากแถลงการณ์ฉบับนี้ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนมีการตกลง
เพราะมีผลต่อความมั่นคงและอาณาเขตของประเทศ ที่กำหนดไว้ในมาตรา 190
ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่หากทำอะไรที่เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ
และส่งผลกระทบเขตแดนหรืออธิปไตย จะต้องผ่านความเห็นชอบของสภาก่อน ดังนั้น
ปัจจุบันแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับนี้ จึงไม่มีสภาพบังคับใช้แล้ว
และแม้จะมีการทำหนังสือแจ้งไปยังทางการกัมพูชาให้สิ้นสุดข้อสัญญาแล้ว
แต่ทางการกัมพูชาตอบกลับมาว่า ไม่ยอมรับแถลงการณ์โมฆะของไทย
เพราะได้นำปราสาทเขาพระวิหารเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไปแล้วเช่นกัน
นั่นจึงทำให้เกิดสถานการณ์ขัดแย้งขึ้นต่อทั้งสองประเทศ
ซึ่งทางรัฐบาลไทยเองได้เดินหน้าคัดค้านแผนการจัดการพื้นที่โดยรอบเขาพระ
วิหารของกัมพูชาอย่างเต็มที่
เนื่องจากหากคณะกรรมการมรดกโลกจะเข้ามากำหนดแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ในเขา
พระวิหารแล้ว แน่นอนว่าคงต้องมาจัดการดูแลบริเวณรอบ ๆ
ซึ่งรวมไปถึงทางขึ้นเขาพระวิหารที่สะดวกที่สุด
ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดศรีสะเกษของประเทศไทยด้วย
ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงต้องพยายามคัดค้านการขึ้นทะเบียนให้ถึงที่สุด
เพื่อไม่ให้สูญเสียอธิปไตย
เช่น
นั้นแล้วรัฐบาลไทยจะต้องเร่งทำความจริงให้ปรากฎ โดยเฉพาะพื้นที่ทับซ้อน 4.6
ตารางกิโลเมตร ที่มีหลายคนบอกว่า
จุดนี้ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อนแต่เป็นพื้นที่ของไทยทั้งหมด
แต่ทว่าทางรัฐบาลกัมพูชากลับเกณฑ์ประชาชนเข้าไปปักหลักแสดงสิทธิ์ครอบครอง
เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
และหากปล่อยให้เนิ่นนานไปจะยิ่งเพิ่มปมปัญหาให้หนักขึ้น
เพราะการขับไล่ประชาชนออกจากพื้นที่ไม่ใช่เรื่องง่าย
คงต้องเกาะติดสถานการณ์ต่อไปว่า คดีเขาพระวิหารจะจบลงอย่างไร
เพราะหลายฝ่ายก็ยังมีความคิดเห็นแตกต่างกันไป และ ณ วันนี้
ก็ยังไม่มีใครสามารถจะให้คำตอบที่กระจ่างได้ว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร
แต่เราในฐานะคนไทย
คงต้องลุ้นให้รัฐบาลปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของชาติไว้ให้ได้มากที่สุด
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
 - democrat.or.th - praviharn.net - parliament.go.th
|
|
|
|
เขียนเมื่อ :
04 ส.ค. 2553,08:15 เข้าชม :
633 ครัั้้ง |
|
|
 |
ข่าวสาร » ข่าวเด่นอื่นๆที่น่าสนใจ |
 |
|
|
|
|
|
|
|
|
โคราชฮือฮา เทียนพรรษารูปแพนด้า
ฮือฮา..น่ารักเทียนพรรษารูปแพนด้าถือถ้วยฟุตบอลโลกของวัดหนองบัวรอง ที่โคราช ยังพบสีสันเทียนรูปเหมือนพระเทพวิทยาคม"หลวงพ่อคูณ"นั่งยองๆพรมน้ำมนต์ญาติ โยมบนขบวนเทียน..... |
|
|
|
 |
|
 |
|
|